สทร. เปิดเวที Stakeholder ทบทวนระบบนิเวศระบบราง ขับเคลื่อนกลไกพัฒนาอย่างบูรณาการ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมมุมมอง ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศด้านระบบรางของประเทศ อันจะนำไปสู่การทบทวนกลไกการพัฒนา และการกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านระบบรางในภาพรวม โดย ดร. เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการ สทร. กล่าวเปิดงานพร้อมทั้ง นำเสนอแผนการดำเนินงานที่สำคัญในปีงบประมาณ 2569 ครอบคลุมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ โครงการสำคัญ และ
ทิศทางการดำเนินงานในอนาคต ณ โรงแรมแลงคาสเตอร์ กรุงเทพฯ
.
ซึ่งการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับหลายมิติ ทั้งด้านนโยบาย การกำกับดูแล มาตรฐาน วิศวกรรม เทคโนโลยี อุตสาหกรรมต่อเนื่อง การพัฒนากำลังคน และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ
ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนประกอบกันเป็น ระบบนิเวศด้านระบบรางของประเทศ หากการดำเนินงานในแต่ละมิติ
ขาดการเชื่อมโยงและบูรณาการอย่างเป็นระบบ อาจส่งผลให้การพัฒนาระบบรางไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้
.
สทร. ในฐานะหน่วยงานด้านการวิจัย พัฒนา และจัดทำมาตรฐานด้านระบบรางของประเทศ จึงมีบทบาทสำคัญ
ในการทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางองค์ความรู้ และ กลไกเชื่อมโยงหน่วยงานในระบบนิเวศด้านระบบราง การจัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเสนอภาพผลงานที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศด้านระบบราง ทบทวนบทบาท หน้าที่ และความเชื่อมโยงของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงระบุช่องว่าง ข้อจำกัด และประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อยกระดับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของประเทศอย่างเป็นระบบและมีทิศทางร่วมกัน
.
ภายในงานมีการนำเสนอภาพรวมผลการดำเนินงานของ สทร. ในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งทิศทางและแผน
การดำเนินงานที่สำคัญในระยะถัดไป ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นด้านมาตรฐานระบบราง การพัฒนาเทคโนโลยี และการพัฒนากำลังคน ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนระบบรางของประเทศให้มีความปลอดภัย มีมาตรฐาน และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
.
นอกจากนี้ ยังเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านระบบราง เพื่อสะท้อนความคาดหวังต่อบทบาทของ สทร. และแนวทางการทำงานร่วมกันในอนาคต
โดยมุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และการพัฒนากลไกความร่วมมือในระบบนิเวศด้านระบบรางที่มีความเหมาะสมและยั่งยืน
.
ทั้งนี้ที่ได้รับเกียรติจาก นาย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ ดร. พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เข้าร่วมงานดังกล่าว โดย รศ.ดร. โชติชัย เจริญงาม ประธานกรรมการ สทร. กล่าวสรุปและขอบคุณผู้เข้าร่วมงาน ทั้งนี้ ข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการสัมมนาฯ จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดทิศทาง นโยบาย และแนวทางการดำเนินงานของ สทร. รวมถึงการพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันในระบบนิเวศด้านระบบรางของประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบรางไทยให้มีความบูรณาการ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว
.








การประมาณการความต้องการบุคลากรสำหรับระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนระยะ 15 ปี ประเทศไทยได้กำหนดนโยบายการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์เป็นส่วนหนึ่งของฐานในการขับเคลื่อนการพัฒนา โดยเฉพาะระบบการขนส่งทางรางทั้งในด้านการขนส่งสินค้าและการขนส่งผู้โดยสาร และได้นำไปสู่การวางแผนขยายเส้นทางของระบบรางของประเทศ ทั้งในระบบการขนส่งทางไกล ซึ่งเป็นระบบโครงข่ายที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ และระบบขนส่งรถไฟฟ้าในเมืองและรถไฟฟ้าระหว่างเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเมือง เนื่องด้วยประเทศไทยกำลังดำเนินการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางประเภทรถไฟฟ้า และในบางเส้นทางนั้นมีแนวโน้มที่กำลังจะเปิดให้บริการในระยะเวลาอันใกล้สทร. ในฐานะหน่วยงานที่มีพันธกิจตามกฎหมายในการดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรระบบรางของประเทศ จึงได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาการประมาณการความต้องการบุคลากรสำหรับระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ระยะ 15 ปี เพื่อส่งเสริมการผลิตและพัฒนาบุคลากรระบบรางในประเทศ รวมถึงเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนาบุคลากรระบบรางให้กับภาคผู้กำหนดนโยบาย ภาคผู้เดินรถ/ผู้ประกอบการ และภาคการศึกษาและฝึกอบรม รวมถึงประชาชนทั่วไปที่สนใจด้วย จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลแนวปฏิบัติทั้งในประเทศ และต่างประเทศ พบว่า กลุ่มงานและตำแหน่งงานที่เป็นส่วนหลักพื้นฐานในการบริหารจัดการเดินรถหนึ่งเส้นทางที่สำคัญ คือ ฝ่ายงานบริหารจัดการเดินรถ ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่ต้องมีความรู้และประสบการณ์ด้านความปลอดภัยและด้านเทคนิค เพื่อให้สามารถบริการได้อย่างมีมาตรฐาน สะดวกสบาย ตรงต่อเวลา และปลอดภัยแก่ผู้รับบริการ รายงานการศึกษานี้ จึงมุ่งเน้นศึกษาและประมาณการความต้องการบุคลากรในฝ่ายงานบริหารจัดการเดินรถเป็นสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย 3 กลุ่มงานหลัก ได้แก่
ด้วยกลุ่มงานวิจัยและพัฒนามาตรฐานและการทดสอบ สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร..) มีพันธกิจในการพัฒนามาตรฐานระบบการทดสอบและดำเนินการทดสอบด้านระบบราง ซึ่งทาง บริษัท เวสท์โคสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (WCE) บริษัทในเครือสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (SSI) ได้เป็นพันธมิตรและทำบันทึกตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง สทร. กับ WCE เรื่อง การส่งเสริมสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ” โดยทาง WCE ได้เชิญให้ สทร. เข้าร่วมสังเกตการณ์การทดสอบ Static Test และ Running Test ของรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า (บทต ตามมาตรฐานวิธีการทดสอบการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยดำเนินการระหว่างวันที่ 8 11 พฤษภาคม 2566 ณ บริษัท เวสโคสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และสถานีรถไฟนาผักขวง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เอกสารฉบับนี้ จัดทาขึ้น เพื่อศึกษาแนวทางการผลักดันและส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่และผลิตภัณฑ์ด้านอุตสาหกรรมการขนส่งทางรางให้เกิดขึ้นในประเทศ ตามการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อให้เกิด Local Content ที่ยั่งยืน สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ควบคู่กับแผนยุทธศาสตร์คมนาคม ซึ่งทาง สทร. ได้เล็งเห็นความสาคัญการสนับสนุนการสร้างอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนระบบรางในประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบาย Thai First ผ่านแผนงานบูรณาการความร่วมมือ เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและการผลิตให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วน โดยได้ดำเนินการลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจวัดค่ามลพิษทางอากาศ ณ บริเวณ ชานชาลา สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยใช้เทคนิควิธีการวัดและเครื่องมือที่ได้มาตรฐานสากล และมีระบบ คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 แต่อย่างไรก็ดี ผลการตรวจวัดดังกล่าว ไม่สามารถแปรผลและ ใช้งานได้ทันที จำเป็นต้องถูกวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องตรงประเด็น อัน จะช่วยให้การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายใน ดำเนินการปรับปรุง และป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วย
ทางสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) เล็งเห็นถึงความจําเป็นเรื่องด่วนในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้เรื่องดําเนินการลงพื้นที่เพ่ือทําการตรวจวัดค่า มลพิษทางด้านเสียงรบกวน ณ บริเวณชานชาลา สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยใช้เทคนิควิธีการวัดและ เครื่องมือที่ได้มาตรฐานสากล และมีระบบคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 แต่อย่างไรก็ดี ผลการตรวจวัดดังกล่าว ไม่สามารถแปรผลและใช้งานได้ทันที จําเป็นต้องถูกวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อให้ สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องตรงประเด็น อันจะช่วยให้การกําหนดแนวทางแก้ไขปัญหาสามารถดําเนินการ ได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในดําเนินการปรับปรุง และป้องกันปัญหาดังกล่าวด้วย
การดำเนินโครงการขนส่งทางรางด้านต่างๆ ไม่ว่าด้านออกแบบ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของชิ้นส่วนอุปกรณ์ การติดตั้ง การทดสอบ การซ่อมบำรุง และการเดินรถ จำเป็นต้องปฏิบัติหรืออ้างอิงให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบรางที่เป็นสากลหรือเป็นที่ยอมรับ แต่ปัจจุบัน พบว่า การกำหนดมาตรฐานระบบรางในประเทศไทยยังมีข้อจำกัด
สทร. HSR-CT-(4001-4006):2567
รายงานแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพด้านระบบรางของประเทศ(NQI)